 |
|
จดหมายเปิดผนึกถึงผู้ป่วยโรคมะเร็ง

เมื่อแพทย์ชื่อดังระดับโลกเป็นโรคมะเร็ง
ความไม่หวั่นกลัว ทำให้ผมต้านมะเร็งได้อย่างไม่เครียด
ข้อมูลคนไข้ นายแพทย์สวี่ ต๋าซือ จบจากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ไทเป เคยดำรงตำแหน่าง ผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมประสาทสมอง ของ ศูนย์การแพทย์ฉางเกิงหลินโขว่ ผอ. ศูนย์วิจัยรักษาประสาทสมองของศูนย์การแพทย์ซุนจงซาน (NCRC) รองผอ. ฝ่ายรักษาโรคของโรงพยาบาลหลินซิน นครไทจง เป็นผู้เชี่ยวชาญศัลยกรรมประสาทสมองที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งในและนอกประเทศจีน หลังจากป่วยเป็นโรคมะเร็งที่ลำไส้ตรงของลำไส้ใหญ่แล้ว เผชิญหน้าอาการโรคอย่างเข้มแข็งรักษาด้วยใจมั่นคง
เมื่อผมทราบว่าตนเองเป็นโรคมะเร็งแล้ว ผมผวาตกใจเหมือนทุกๆ คน ทำไมต้องเป็นผม ต่อมาคิดด้วยความผวากลัวว่า ผมใกล้จะตายแล้ว แต่โรคมะเร็งเกิดขึ้นอย่างไรล่ะ ? ในโลกนี้แทบจะไม่มีคนสามารถตอบคำถามของคุณได้ ทำไมแพทย์จะต้องผ่าตัด รักษาด้วยเคมีหรือรังสีรักษา เพราะพวกเขาไม่ทราบว่าโรคมะเร็งเกิดขึ้นได้อย่างไร ดังนั้นจะต้องตัดออกไปด่วน จะต้องฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตายด้วยสารเคมีที่มีพิษหรือรังสีโดยเร็ว ในที่สุดประสบผลสำเร็จไหม ถ้าหากประสบผลสำเร็จแล้ว ทำไมการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเป็นสาเหตุอันดับแรกในสิบสาเหตุการตาย ที่เขตแคว้นไต้หวันทุก 8 วินาทีก็จะมีคนหนึ่งคนเป็นโรคมะเร็ง แต่ละปีมีหลายหมื่นคนเสียชีวิตเพราะโรคมะเร็ง จากนี้เห็นได้ชัดว่า การรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันนี้ยังมีข้อบกพร่อง ยังไม่สมบูรณ์ ตอนนี้คุณอาจคิดว่า งั้นผม (ดิฉัน) มีอยู่ทางเดียวคือตาย ถ้าหากถึงตอนนี้คุณยังคิดต่อว่าฟ้าไม่ยุติธรรมขมวกคิ้วกลุ้มใจ ก็จะต้องตายจริงๆ แล้วตรงกันข้าม ถ้าหากสามารถปล่อยวาง ปฏิบัติตามคำสอนของพระอาจารย์เซิงหยันว่า เผชิญหน้ามัน ยอมรับมัน ปล่อยวางมัน ก็จะสบายใจขึ้นมาก ต่อไปนี้ผมก็มาเล่าประสบการณ์ของผมในฐานะนายแพทย์คนหนึ่ง และเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งคนหนึ่ง คนที่ป่วยเป็นโรคเดียวกับคุณ
เมื่อผมป่วยเป็นโรคมะเร็งแล้ว ก็เคยมีประสบการณ์ไม่พอใจผวากลัว จำได้ว่าเมื่อผมได้รับทราบข่าวว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ตรงของลำไส้ใหญ่ระยะที่สามแล้ว สมองเวิ้งว้าง ไม่มีสมาธิ สิ่งแรกที่ผมทำหลังจากขึ้นมาคือ เขียนพินัยกรรมของผมหลังจากเขียนเสร็จแล้ว ผมก็ตั้งใจไปโรงพยาบาลเพื่อเตรียมรักษา ในระหว่างพักที่โรงพยาบาล ผมไม่ได้นอนถอนหายใจบนเตียง แต่กลับอ่านหนังสือที่เกียวกับโรคมะเร็งอย่างแข็งขัน ผมจึงพบว่ามีสูตรลับรักษามากมาย เช่นเทียนเซียนเย่ น้ำอิเล็กตรอไลซิส กำลังภายในสำนักเหมย การนวดฝ่าเท้า เป็นต้น เมื่อผมยิ่งทราบข่าวสารความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งมากขึ้น ผมยิ่งสบายใจมากขึ้น เพราะผมคิดได้ว่า มันไม่ใช่ต้องตายลูกเดียวเหมือนจะมีทางเลือกไม่น้อยแล้ว
ภูมิคุ้มกันลดลง เป็นสาเหตุทำให้เพื่อนผู้ป่วยโรคมะเร็งเสียชีวิต
แม้ว่าผมเป็นผู้เชี่ยวชาญศัลยกรรมประสาทที่มีประสบการณ์ในการรักษาโรคอย่างอุดมก็ตาม แต่ตราบใดที่ป่วยแล้วก็เป็นคนไข้คนหนึ่ง หลังจากอ่านหนังสือสิบกว่าเล่มแล้ว ผมเริ่มนอนทบทวนประสบการณ์ในการรักษาโรคของผมเมื่อก่อนบนเตียงคนไข้ ผมเข้าใจฉับพลันในที่สุด ที่แท้โรคมะเร็งเป็นเพียงโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง ซึ่งมิอาจทำให้คนเสียชีวิต การที่คนตายจากโรคมะเร็งก็เพราะภูมิคุ้มกันของตนลดลง และการลดลงของภูมิคุ้มกันเกิดมาจากความหวาดกลัว การนอนไม่หลับ สภาวะโภชนาการไม่สมดุลและภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาของคนไข้
เซลล์มะเร็งนั้นเดิมเป็นเซลล์ปกติ การที่เป็นมะเร็งก็เพราะแช่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษจนเปลี่ยนสภาพ สภาพแวดล้อมที่เป็นพิษส่วนใหญ่มาจากอาหารการกิน น้ำและอากาศ ดังนั้นการป้องกันโรคมะเร็งจึงต้องปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษก่อนอื่นใด การที่แพทย์ให้การรักษาทางเคมีหรือการผ่าตัด เป็นเพียงการรักษามะเร็งเท่านั้น แต่มะเร็งจะเกิดขึ้นใหม่หากสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดมะเร็งไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะแพทย์แผนปัจจุบันนึกว่าตนให้การรักษาที่ถูกหลักวิทยาศาสตร์ จึงดูถูกแนวความคิดและสูตรลับบางอย่างโดยเรียกว่าขาดความน่าเชื่อถือ แต่สิ่งที่เราได้เห็นในการรักษาโรคมะเร็งของแพทย์แผนปัจจุบันคือ มะเร็งหายชั่วคราวและเกิดใหม่อีกในไม่ช้า พวกเขาจึงจ่ายยาพิษชนิดต่างๆ ที่เรียกว่าการรักษาด้วยเคมี ที่แท้แพทย์ทุกคนทราบดีกว่า การรักาาด้วยเคมีทุกคน จะรักษาไปและก้าวสู้ความตายไป อีกทั้งกระบวนการรักษาด้วยเคมีนั้นมิเพียงแต่เป็นทุกข์เท่านั้น หากยังเป็นการทำลายภูมิคุ้มกันของคนไข้ด้วย ส่วนผลการรักษาก็มีขีดจำกัดมาก ยกเว้นโรคมะเร็งบางชนิดซึ่งมีน้อยมาก
ตั้งแต่ป่วยเป็นโรคมะเร็งจนทุกวันนี้เกือบ 4 ปี แล้ว ในระหว่างนี้ได้รับข่าวสารใหม่ตลอดมา และได้สร้างความมั่นใจให้ผมในการต่อสู้กับโรคมะเร็งด้วย อาจกล่าวได้ว่า การที่ผมตัดสินใจว่าจะไม่ผ่าตัดนั้นทำให้ญาติสนิทมิตรสหายตกตะลึง พวกเขาพยายามพูดโน้มน้าวให้ผมรับการผ่าตัด แต่ผมตัดสินใจแล้ว ซึ่งไม่ใช่ความไร้ความรู้ไร้วัตถุประสงค์ แต่เป็นการตัดสินใจหลังการคิดพิจารณามานาน คนไข้โรคมะเร็งทุกคนถ้าอยากอยู่รอดชีวิตต่อไป ต้องมีความรู้ในตนเองมากพอสมควร จะต้องมีการตัดสินใจที่ดีที่สุดต่อตนเอง
ทะนุถนอมชีวิต ใช้ชีวิตอย่างแข็งขัน
ประสบการณ์ในการต่อสู้กับโรคมะเร็งของผมกล่าวได้ว่าสบายมาก ในนี้มีพลังผลักดันสำคัญอย่างหนึ่งคือ ไม่ผวา ก็คือไม่กลัว เมื่อคุณไม่ผวาแล้ว ก็จะไม่รอตายตรงกันข้าม จะบอกตนเองอย่างกระตือรือร้นทุกวันว่า ชีวิตมีค่ามาก ต้องอยู่ให้รอดดีๆ ผมขอเสนอประสบการณ์ที่ประสบเองให้กับเพือ่นคนไข้โรคมะเร็งด้วยกัน ดังนี้
- ใช้ชีวิตอย่างปกติ นอนเร็วตื่นเร็วสดชื่นดี
- ปล่อยวางงานที่มากเกินไป ลดความกดดัน
- ดื่มน้ำอิเล็กตรอไลซิสคุณภาพดี AQ-1400
- รับประทานเรียบง่าย พยายามให้ได้อาหาร สี่ต่ำหนึ่งสูง อาหารที่มีโปรตีนต่ำ ไขมันต่ำ น้ำตาลต่ำ โซเดียมต่ำ ใยพืชสูง พยายามรับประทานอาหารธรรมชาติลดการทานอาหารแปรรูป
- ออกกำลังกายวันละ 2 ชั่วโมง
- ดื่มยาน้ำ เทียนเซียนเย่ ยาจีนสมุนไพรที่มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์
|
สำหรับยารักษาโรคมะเร็งที่ญาติสนิทมิตรสหาย มากมายแนะนำมา ไม่ว่าจะเป็นยาจีนสูตรชาวฮั่น หรืออาหารเสริมสุขภาพก็ตาม ผมจะตรวจสอบตัวเลขทดลองและวิทยานิพนธ์ตามมาตรฐานทางวิชาการ ถ้าสิ่งที่เรียกว่าอาหารหรือยาช่วยต้านโรคมะเร็งเหล่านี้สามารถผ่านมาตรฐานที่ผมกำหนดเอง ผมยังจะทดลองทานด้วยตนเอง การทำเช่นนี้เท่านั้นที่จะทำให้ผมค้นพบวิธีรักษาผสมกันที่เหมาะสมที่สุดให้แก่ตนเองและคนไข้โรคมะเร็งอันไพศาลได้ การต่อสู้กับโรคมะเร็งสำหรับผมไม่เพียงแต่สบายๆ เท่านั้นหากยังได้ผลจริงด้วย
ผมไม่ต่อต้านการรักษาของโรงพยาบาล แต่ต้องพอสมควรหากรับแต่การรักษาที่โรงพยาบาลอย่างเดียว แต่ไม่เปลี่ยนสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ ผมขอรับรองว่าคุณจะประสบความล้มเหลวแน่นอน ตรงกันข้าม หากปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษในการรักษาแล้วร่างกายยิ่งวันยิ่งแข็งแรงขึ้น จนกระทั่งเนื้องงอกยุบลงหรือหายไป ถึงเวลานั้นก็พิจารณายุติการรักษาได้แล้ว ถ้าคุณป่วยเป็นโรคมะเร็งจริงๆ (เป็นโรคมะเร็งร้อยเปอร์เซนต์ไม่ใช่ 99% ต้องมีรายงานโรคเป็นการยืนยัน) จะโทรศัพท์ติดต่อกับผมได้ที่ nsshu@tpts8.seed.net.tw
ข้อมูลจาก ... สมาคมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็งสากล
ความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ
บทความนี้เป็นการต่อสู้ที่ดี มีการปรับปรุงวิถีการดำเนินชีวิต เพื่อต่อสู้กับโรคดังกล่าว การรักษาในแนวนี้จะได้ผลกับทุกคน (คนส่วนใหญ่) หรือทุกระยะของโรคหรือไม่ ยังเป็นคำถาม อีกทั้งแนววิธีปฏิบัติจะทำได้ทุกคนหรือไม่ การนำวิธีมาปฏิบัติมาใช้ร่วมกับการรักษาในแผนปัจจุบันย่อมไม่ผิดกติกา |
|
|
|
|