[x]ปิดหน้าต่าง
Powered by www.siamca.com
SiamCA Member Clubs
;ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา เพื่อรับสิทธิพิเศษต่างๆ มากมาย ขอบคุณค่ะ.... [x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by www.siamca.com
[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by www.siamca.com
[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by www.siamca.com
หน้าล็อคอิน
Username : Password :   [สมัครสมาชิก ] | [ ลืมรหัสผ่าน ]


 

บทความรู้โรคมะเร็ง

  [ ดูบทความทั้งหมด ]

  มะเร็งปอด

 
  พฤหัสบดี ที่ 20 เดือน มกราคม พ.ศ.2554
Tag : มะเร็ง: มะเร็งปอด: ความรู้โรคมะเร็ง    Bookmark and Share


มะเร็งปอด


 

     “มะเร็งปอด” หมายถึง อุบัติการณ์ที่เซลล์ของเนื้อปอดมีการแบ่งตัวที่มากเกินปกติจนไม่สามารถควบคุมได้ และมีการเจริญเติบโตลุกลามรวมกันกันเป็นเนื้องอก และยังแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นได้
 
       มะเร็งปอด เป็นมะเร็งที่พบได้มากในประเทศไทย โดยพบมากเป็นอันดับ 2 ในเพศชาย อันดับ 4 ในเพศหญิง ตรวจพบในระยะเริ่มแรกได้ยากเพราะอาการจะไม่ปรากฏ คนที่มาพบแพทย์ส่วนใหญ่ก็จะมีอาการที่โรคลุกลามแล้ว อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าระยะใดก็มีหนทางในการดูแลรักษา และส่งผลให้มีชีวิตที่ยืนยาวหรือดำรงชีวิตได้ดีขึ้น เมื่อได้รับการวินิจฉัยระยะและมีการรักษาที่ถูกต้อง

ปัจจัยเสี่ยง
         ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดมี 2 ประเภท คือ ปัจจัยภายในที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น กรรมพันธุ์ หรือพันธุกรรม กับปัจจัยภายนอกซึ่งสามารถควบคุมได้ เช่น บุหรี่ สารพิษทางอากาศ เป็นต้น โดยปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปอดได้แก่

                1. บุหรี่ พบว่าประมาณ 85% หรือมากกว่าของผู้ป่วยมะเร็งปอดมีประวัติการสูบบุหรี่ สารในบุหรี่นั้นมีผลกระทบโดยตรงต่อปอด มีประมาณ 60 ชนิดที่เป็นสารพิษและก่อมะเร็ง แม้ว่าหยุดสูบไปแล้วแต่ความเสี่ยงก็ยังคงมีอยู่ พบว่าผู้สูบบรี่มีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปอดสูงขึ้น 10 เท่า ยิ่งสูบมาก สูบนาน ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้รวมถึงผู้ได้รับควันบุหรี่ด้วย (ร้อยละ 30 ของผู้ที่ไม่สูบบุหรี่แต่ตายจากมะเร็งปอด จะเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้สูบบุหรี่)

                2. ซิการ์และไปป์ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดได้เช่นกัน

                3. แอสเบสทอส (Asbestos) หรือแร่ใยหิน ใช้เป็นวัตถุไวไฟ แผ่นกันความร้อนตามอาคาร ฉนวนบางชนิด อุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นต้น การดูดดมแอสเบสทอสเข้าไปจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อปอด

                4. เรดอน (Radon) เป็นก๊าซไม่มีสี ไม่มีกลิ่น พบได้ทั่วไปตามแหล่งดินในธรรมชาติ หรือบริเวณที่มีแร่ยูเรเนียม โดยเรดอนจะระเหยขึ้นมาจากพื้นดิน ก๊าซนี้จะทำอันตรายต่อปอด

                5. สารอื่นๆ เช่น โครเมียม นิกเกิล ฝุ่นจากอุตสาหกรรมหนัก ไอสารระเหยน้ำมัน เขม่าควันต่างๆ รวมถึงมลภาวะทางอากาศที่ไม่บริสุทธิ์

                6. โรคเกี่ยวกับปอด ผู้ที่เป็นวัณโรคปอดจะมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งปอดมากขึ้น โดยมะเร็งปอดจะเกิดขึ้นที่ตำแหน่งรอยแผลเป็นจากการเกิดเชื้อวัณโรคปอด

อาการและอาการแสดง
           ผู้ป่วยมะเร็งปอดส่วนใหญ่มักไม่ค่อยแสดงอาการจนกว่าโรคจะลุกลามไปมากแล้ว มีผู้ป่วยประมาณ 10-15% เท่านั้นที่ตรวจพบมะเร็งปอดตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งมีโอกาสที่จะหายขาดสูง อาการและอาการแสดงต่างๆของมะเร็งปอดมีดังต่อไปนี้คือ
              
               • ไอเป็นเวลานาน ไม่ทุเลาเหมือนการไอปกติ แต่กลับเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ
               • หายใจเหนื่อยหอบ หายใจสั้น เสียงแหบ
               • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
               • ไอ หรือมีเสมหะ ปนเลือด
               • เจ็บหน้าอก  หัวไหล่ หลัง และแขนเป็นประจำ (อาจเป็นเพราะก้อนเนื้อเบียดกดอยู่)
               • เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
               • มีอาการบวมบริเวณใบหน้า ลำคอ หรือแขน
               • โรคปอดบวม หรือหลอดลมอักเสบบ่อย

          อาการดังกล่าวที่ได้กล่าวมาแล้ว มิใช่อาการของมะเร็งปอดระยะแรก เพราะมะเร็งปอดระยะแรกจริงๆมักไม่มีอาการ แพทย์จะตรวจพบได้โดยบังเอิญจากการตรวจเอ๊กซเรย์ปอด จากการตรวจร่างกายประจำปี

วิธีการตรวจวินิจฉัย
              • การซักประวัติ  อาทิ พฤติกรรมการสูบบุหรี่    สิ่งแวดล้อมในการทำงาน    รวมไปถึงประวัติครอบครัว    
              • ตรวจร่างกาย โดยใช้หูฟังเพื่อฟังเสียงของปอด การหายใจ การทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของปอด เป็นต้น
              • การตรวจเสมหะ มักใช้เสมหะใหม่ๆ ตอนตื่นนอน ถ้าไม่มีเสมหะอาจป้ายสิ่งคัดหลั่งบริเวณคอหอยไปตรวจแทน
              • ภาพเอกซเรย์เพิ่มเติม ภาพ x-ray ทรวงอกด้านข้างจะช่วยบอกตำแหน่งของก้อนในปอดว่าอยู่หน้าหรือหลัง ภาพส่วนโทโมแกรม ( tomogram) อาจบอกรายละเอียดว่ามีเม็ดหินปูน (calcification) หรือโพรงเล็กๆที่ไม่เห็นในภาพธรรมดา การทำบรองโคแกรม (bronchogram) จะบอกรายละเอียดของหลอดลม
              • การส่องกล้องดูหลอดลม (bronchoscopy) วิธีนี้สามารถเข้าไปได้ลึกจนถึงหลอดลมแขนงย่อย ทำให้นอกจากจะเห็นลักษณะของหลอดลมแล้ว ยังสามารถตัดชิ้นเนื้อในหลอดลมและเนื้อปอดนอกหลอดลม (transbronchial biopsy) ไปส่งตรวจทางพยาธิ และยังสามารถใช้น้ำฉีดล้างหลอดลม หรือขูดเยื่อหลอดลม เพื่อให้มีเซลล์หลุดออกมาสำหรับส่งตรวจทางเซลล์วิทยาได้อีกด้วย
              • การตัดชิ้นเนื้อบริเวณต่อมน้ำเหลืองไปส่งตรวจทางพยาธิ
              • การทำสแกน (SCAN)  
              • การใช้เข็มขนาดเล็กเจาะก้อน
              • การส่องดูภายในทรวงอก
              • การส่องดูกระดูกสันอก
              • การผ่าตัดเปิดทรวงอก เป็นวิธีสุดท้ายในการวิเคราะห์โรค และเป็นการรักษาไปด้วยถ้าผู้ป่วยเป็นเนื้องอก


 

ชนิดของมะเร็งปอด
          โรคมะเร็งปอดมีหลายชนิดตามความแตกต่างของเซลล์ ที่พบบ่อยมีอยู่ 2 ชนิด คือ มะเร็งปอดชนิดที่ไม่ใช่เซลล์เล็ก (Non-small cell lung cancer, NSCLC) และมะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (Small cell lung cancer, SCLC) ชนิดของเซลล์มะเร็งนี้ไม่ได้หมายถึงขนาดของก้อนมะเร็ง แต่มีผลกับการพยากรณ์และการรักษาโรค ดังนี้
                • มะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก (Non-small cell lung cancer, NSCLC) พบได้ประมาณ 75-80% ของผู้ป่วยมะเร็งปอดทั้งหมด สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัด ถ้ามีการตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก มะเร็งปอดชนิดนี้แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิดย่อย คือ

               1. ชนิดอะดิโนคาร์ซิโนม่า (Adenocarcinoma)  เซลล์มะเร็งชนิดนี้พบได้ที่ต่อมสร้างน้ำเมือกของปอด อุบัติการณ์ของมะเร็งปอดชนิดนี้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในระยะ 20 ปีมานี้ เนื่องจากมีการพัฒนาเครื่องมือการวินิจฉัยได้ดีขึ้น มะเร็งชนิดนี้พบประมาณ 40% ของมะเร็งปอดทั้งหมด พบบ่อยในผู้หญิงหรือในรายที่ไม่เคยสูบบุหรี่เลย

               2. ชนิดสแควร์มัส คาร์ซิโนม่า (Squamous carcinoma) หรือ epidermoid carcinoma จะพบที่เยื่อบุผิวของหลอดลม  พบมากในเพศชายและผู้สูงอายุทั้งชายและหญิง เกี่ยวข้องอย่างมากกับการสูบบุหรี่ มักมีจุดเริ่มต้นที่ท่อทางเดินหายใจขนาดใหญ่ ทำให้มีอาการไอมาก อาจไอเป็นเลือด หรือมีอาการปอดบวม เพราะก้อนเนื้อมะเร็งไปอุดท่อของหลอดลม จนทำให้ไม่สามารถไอเอาเสมหะออกมาได้ พบประมาณ 30-35% ของมะเร็งปอดทั้งหมด

               3. ชนิดเซลล์ตัวใหญ่ (Large cell carcinoma) เซลล์ชนิดนี้จะพบที่ผิวนอกของเนื้อปอด มักจะเป็นบริเวณขอบริมๆ มีการแพร่กระจายได้เร็วมาก จนการตรวจ วินิจฉัยโรคทำได้ไม่ทันกับการเจริญของโรค พบประมาณ 5-15% ของมะเร็งปอดทั้งหมด

                • มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (Small cell lung cancer,SCLC) พบได้ประมาณร้อยละ 15 ของโรคมะเร็งปอดทั้งหมด เซลล์จะมีรูปร่างเล็กกลม จนบางครั้งเรียกว่า Oat cell เริ่มเกิดขึ้นภายในหลอดลมของปอดที่มีขนาดเล็กก่อน แพร่กระจายได้เร็ว แต่ตอบสนองต่อเคมีบำบัดและการฉายรังสีได้ดี พบในผู้ที่สูบบุหรี่หรือผู้ที่เคยสูบบุหรี่มาก่อน

                • มะเร็งปอดชนิดเซลล์อื่นๆ
                      -    Carcinoid Tumor พบน้อยประมาณ 1-5% ของผู้ป่วยมะเร็งปอด
                      -    Malignant Mesothelioma แร่ใยหินหรือแอสเบสตอสเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งชนิดนี้ พบมากในผู้สูงอายุ มักเกิดที่เยื่อหุ้มปอดด้านในทำให้ยากต่อการวินิจฉัย

การรักษามะเร็งปอด

1. การผ่าตัด (surgery)
         ควรทำเฉพาะในรายที่คาดว่ายังมีหวังตัดมะเร็งออกได้หมด  และปอดที่เหลืออยู่ยังเพียงพอสำหรับการหายใจ  ขนาดของปอดที่ตัดออกขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของมะเร็ง และสมรรถภาพของปอดที่เหลือไว้  ซึ่งอาจจะเป็นเพียงบางกลีบหรือตัดออกทั้งกลีบ (lobectomy) หรือปอดทั้งข้าง (pneumonectomy) ในบางครั้งต้องตัดส่วนที่มีมะเร็งลุกลามออกไปด้วย ถ้าผ่าตัดเปิดทรวงอกแล้ว  พบว่ามีมะเร็งกระจายไปบริเวณเยื่อที่กั้นกลางช่องอก การรักษาขั้นต่อไปยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ วิธีหนึ่งคือปิดทรวงอกโดยไม่ตัดปอดและฉายรังสีหลังผ่าตัด อีกวิธี คือ ตัดปอดหรือกลีบปอดร่วมกับมะเร็งในเยื่อที่กั้นกลางช่องอกให้มากที่สุด และตามด้วยรังสีหลังผ่าตัด

2. รังสีรักษา หรือการฉายแสง (Radiation therapy)
          ใช้ในผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ผ่าตัดไม่ได้ และในรายที่ผ่าตัดแล้วแต่ตัดมะเร็งออกไม่หมดหรือคาดว่ามะเร็งจะงอกขึ้นมาอีก การฉายรังสียังมีประโยชน์สำหรับการบรรเทาอาการ เช่น เมื่อมีการอุดกั้นของหลอดเลือดดำใหญ่ มีอาการปวดกระดูกหรืออาการทางสมอง ปัจจุบันการฉายรังสีร่วมกับเคมีบำบัด เป็นวิธีรักษาหลักสำหรับมะเร็งชนิด oat cell
เทคนิคทางรังสีรักษาแบบใหม่ มีหลายวิธี เช่น  การฉายรังสีแบบ 3 มิติ , เทคนิคการใช้รังสีรักษาร่วมกับเคมีบำบัด,  Fractionation,  Radiation modifiers เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเทคนิคการฉายรังสีแบบใหม่ ที่เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ หรือเพื่อการรักษาแบบประคับประคองผู้ป่วย อีกด้วย

3. เคมีบำบัด ( Chemotherapy)
           มีบทบาทสำคัญในการรักษามะเร็งปอด ในปัจจุบันนิยมใช้ยาหลายตัวสลับกันเป็นระยะ (cyclical treatment) เพราะได้ผลดีกว่าการใช้ยาตัวเดียว ผลการรักษามักจะดีในผู้ป่วยที่สภาพร่างกายสมบูรณ์ และมีมะเร็งในร่างกายน้อย ยาที่ใช้ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง
                • ยาในกลุ่มยับยั้งการทำงานของ epidermal growth factor receptor (EGFR inhibitors) ยากลุ่มนี้จะไปยับยั้งการส่งสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของเซลล์ในก้อนมะเร็ง มีความเฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็งมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการแสดงออกของ EGFR สูง เช่น มะเร็งปอด มะเร็งที่ศีรษะและคอ มะเร็งปากมดลูก เป็นต้น ในการศึกษาทางคลีนิคพบว่า สามารถทำให้ก้อนมะเร็งหดตัวเล็กลง หรือทำให้โรคไม่ลุกลามต่อไปได้ และมีผู้ป่วยหลายรายได้ประโยชน์จากอาการต่าง ๆ ของโรคลดลงด้วย
                • ยาเคมีบำบัดใหม่ๆ ในขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาทางคลินิคทั้งการใช้เดี่ยวๆ หรือการใช้ร่วมกันหลายๆ ตัว
                • ยาในกลุ่มยับยั้งการสร้างหลอดเลือดของก้อนมะเร็ง เพราะเซลล์ในก้อนมะเร็งจะมีชีวิตอยู่ได้ ก็ต้องอาศัยอาหาร และออกซิเจนจากหลอดเลือด โดยก้อนมะเร็งสามารถสร้างหลอดเลือดของตัวเองขึ้นมาแล้วเชื่อมต่อกับหลอดเลือดของร่างกาย ถ้าสามารถทำลายหรือยับยั้งไม่ให้ก้อนมะเร็งสร้างหลอดเลือดเหล่านี้ได้ เซลล์มะเร็งก็จะขาดอาหารและออกซิเจนทำให้เซลล์มะเร็งตายในที่สุด ยาในกลุ่มนี้กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาทางคลินิค
                • Gene Therapy เป็นการใช้สารทางกรรมพันธุ์ (Genetic material) ใส่เข้าไปในเซลล์มะเร็ง เพื่อให้เซลล์สามารถควบคุมการทำงานได้เป็นปกติ วิธีการเช่นนี้สามารถนำไปใช้ได้ทั้งการรักษาและป้องกันการเกิดมะเร็งได้
                • Monoclonal antibodies เป็นแอนตี้บอดี้ต่อเซลล์มะเร็งที่สร้างจากห้องปฏิบัติการ เพื่อให้เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็งเท่านั้น

             อย่างไรก็ตามไม่มีวิธีการรักษาใดที่รับรองได้ว่าจะได้ผลดีสำหรับผู้ป่วยทุกราย เพราะมะเร็งปอดในผู้ป่วยแต่ละรายจะมีความแตกต่างกัน นอกจากนั้น เซลล์มะเร็งเองก็มีความไวในการตอบสนองต่อการรักษาที่แตกต่างกันด้วย ในปัจจุบันจึงมักใช้หลายวิธีร่วมกันเพื่อให้ครอบคลุมโอกาสที่น่าจะเป็นไปได้ทั้งหมด

 รับข้อมูลมะเร็งปอดและการดูแลอย่างละเอียด คลิกที่นี่ หรือโทร 02-6640078-9


เข้าชม : 11646   [ ขึ้นบน ]

มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งตับ มะเร็งปอด

ความรู้เกี่ยวกับมะเร็ง 5 อันดับล่าสุด

55 ปรุงอาหารอย่างไรให้ห่างไกลมะเร็ง
กระบวนการปรุงอาหารก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งได้ หากรับประทานเป็นประจำก็มีโอกาสเสี่ยงต่อมะเร็งได้เช่นกัน [view 778 ]
55 การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
เป็นการตรวจเพื่อทำการค้นหามะเร็งตั้งแต่ระยะแรกๆ ในการตรวจบางครั้งอาจจะพบความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งได้ [view 491 ]
55 การตรวจ MRI
เป็นการตรวจโดยอาศัยหลักการของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการสร้างภาพ ให้ภาพที่คมชัด ทำให้ตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ ได้ [view 398 ]
55 ตำแหน่งที่มะเร็งมักแพร่กระจาย
มะเร็งสามารถแพร่กระจายไปได้ทั้งทางหลอดเลือดแดง หลอดน้ำเหลือง หรือการรุกคืบแพร่กระจายไปโดยตรง [view 1103 ]
55 มะเร็งนรีเวช
มะเร็งในอวัยวะสืบพันธุ์สตรี มักมีสัญญาณอาการเตือน และปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งทางนรีเวชแต่ละอวัยวะแตกต่างกัน มะเร็งนรีเวชที่พบบ่อยเรียงตามลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ มะเร็งปากมดลูกพบเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยมะเร็งรังไข่ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งเนื้อรก มะเ [view 1793 ]

  ลิงค์ที่น่าสนใจ


เว็บขายหนังสือ เพื่อสุขภาพ

ครอบครัวเทียนเซียน



มะเร็ง

รอดและสุขกับมะเร็ง

มะเร็งเต้านม

โภชนบำบัดมะเร็ง
โภชนบำบัดมะเร็ง

เรื่องจริงจากผู้ป่วยมะเร็ง
ค้นหา keyword
การฉายรังสี การดูแลผู้ป่วย การฝังแร่ การรักษามะเร็ง กำลังใจจากผู้ป่วย ความรู้โรคมะเร็ง ชี่กง ธรรมะรักษาโรค ผ่าตัด มะเร็ง มะเร็งกระดูก มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งช่องปาก มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งต่อมไทรอยด์ มะเร็งปอด มะเร็งปากมดลูก มะเร็งผิวหนัง มะเร็งรังไข่ มะเร็งลำไส้ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งสมอง มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งเต้านม มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งโพรงจมูก มะเร็งโพรงมดลูก มะเร็งไต ยาน้ำเทียนเซียน รักษามะเร็ง รังสีรักษา สมุนไพรจีน สมุนไพรเพื่อสุขภาพ สุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ อุลตร้าซาวน์ เคมีบำบัด เนื้องอกในสมอง แมมโมแกรม โภชนบำบัดมะเร็ง

 

www.siamca.com ขอสงวนสิทธิ์ ในการนำรูปภาพ หรือ ข้อความในเว็บไซต์ ไปเผยแพร่ หรือ ทำซ้ำ จะต้องได้รับการอนุญาตก่อนจึงจะกระทำได้ 
 
## Thailand Cancer Rehabilitation Club ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยมะเร็ง กิจกรรมสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง รอบรู้เรื่องมะเร็ง อาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง การดูแลผู้ป่วยมะเร็ง การรักษามะเร็งแต่ละชนิด ##

สถิติเว็บไซต์ | ลิงค์เพื่อนบ้าน