[x]ปิดหน้าต่าง
Powered by www.siamca.com
SiamCA Member Clubs
;ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา เพื่อรับสิทธิพิเศษต่างๆ มากมาย ขอบคุณค่ะ.... [x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by www.siamca.com
[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by www.siamca.com
[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by www.siamca.com
Close
หน้าล็อคอิน
Username : Password :   [สมัครสมาชิก ] | [ ลืมรหัสผ่าน ]


 

บทความรู้โรคมะเร็ง

  [ ดูบทความทั้งหมด ]

  การดูแลหลังรักษามะเร็งตับ ตอนที่ 1

 
  อังคาร ที่ 13 เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2555
Tag : การดูแลผู้ป่วย: มะเร็งตับ: มะเร็ง    Bookmark and Share


 การดูแลหลังรักษามะเร็งตับ ตอนที่ 1


นพ.วิญญู จันทรสุนทรกุล

โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชฯ


 



 

     มะเร็งตับในที่นี้ขอแนะนำเฉพาะมะเร็งของเนื้อตับเอง ไม่ได้กระจายมาจากที่อื่น หรือเป็นมะเร็งท่อน้ำดีที่จะมาด้วยเรื่องท่อน้ำดีอุดตัน ซึ่งมักเกิดจากพยาธิใบไม้ในตับ มะเร็งตับนี้มักจะเกิดกับผู้ที่เป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังมานานๆ หรือเป็นตับแข็งแล้ว การรักษามะเร็งตับมีหลายวิธีขึ้นกับอายุ ความแข็งแรงของร่างกาย ระยะและขนาดของก้อน โรคส่วนตัวของผู้ป่วย แพทย์จะตัดสินใจร่วมกับท่านและญาติว่าจะเลือกวิธีใด เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ไม่ต้องการได้  วิธีรักษา ได้แก่  การผ่าตัด การสวนเส้นเลือดแดงเข้าไปฉีดยาเคมีโดยตรงที่ก้อนมะเร็ง การจี้ด้วยแอลกอฮอล์ คลื่นความถี่ ความร้อน หรือความเย็น  สำหรับมะเร็งตับการฉายแสงหรือการใช้ยาเคมีบำบัดรักษาก็มี แต่ได้ผลเฉพาะราย


เมื่อทำการรักษาแล้วปัจจัยที่จะต้องพิจารณาและควรปฏิบัติ คือ

1. โรคตับอักเสบเรื้อรังหรือโรคตับแข็ง

   ถ้าเดิมไม่เคยทราบมาก่อนว่าท่านมีความเสี่ยงของโรคมะเร็งตับ แล้วมาตรวจพบด้วยอาการของมะเร็งที่มีโรคแทรก ได้แก่ ปวดท้อง ก้อนมะเร็งแตก มีการลุกลามไปอุดเส้นเลือดดำของตับ หรือตรวจพบโดยบังเอิญจากอาการแทรกซ้อนของตับแข็ง  ซึ่งอาการเหล่านี้ ได้แก่ อาเจียนเป็นเลือดสด ท้องมาน บวม ดีซ่าน ตับวายไม่ทำงาน จะบอกถึงระยะของโรคทั้งโรคมะเร็งตับและโรคตับแข็งว่าเป็นในระยะมากแล้ว มักจะมีระยะเวลาที่เหลือจะเป็นเดือนไม่ค่อยข้ามปี

   ความเสี่ยงของมะเร็งตับส่วนใหญ่ คือ มีโรคตับแข็งหรือโรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรังมาก่อน ทั้งจากไวรัสบี  ไวรัสซี หรือจากสาเหตุอื่นๆ โดยอาจจะไม่มีอาการ ซึ่งมักตรวจพบจากการบริจาคโลหิตหรือตรวจเลือดประจำปี หรือมีญาติเป็นมะเร็งตับมาก่อน และมีแพทย์ดูแลรักษาอยู่ก่อนแล้ว ก็จะตรวจเลือด และทำอัลตราซาวด์ติดตามหาการเกิดของมะเร็งเป็นระยะๆ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มนี้จะตรวจพบได้เร็วในระยะเริ่มแรกก่อนที่จะมีอาการทำให้รักษาได้ผลดี เป็นการติดตามรอคอยซึ่งมักจะพบตามมาถ้าสาเหตุของโรคตับไม่ได้ควบคุมหรือรักษาจนหาย 
 

 

   ดังนั้น หลังจากการรักษามะเร็งตับแล้ว โรคของเนื้อตับที่เป็นความเสี่ยงเชื้อเชิญมะเร็ง จึงจำเป็นจะต้องควบคุมและรักษาต่อด้วย ถ้าเป็นไวรัสบีสามารถรักษาควบคู่ไปด้วยกันได้ ถ้าเป็นไวรัสซีแพทย์จะพิจารณาหลังการรักษาแล้วอีกครั้ง


2. อาหาร 

   ถ้ามีตับแข็งร่วมด้วย มักจะมีภาวะขาดสารอาหารต่างๆ ร่วมด้วย  ซึ่งการขาดสารอาหารนี้จะยิ่งทำให้ภาวะตับแข็งของผู้ป่วยแย่ลง ถ้าตับแข็งโดยที่ตับยังทำงานได้ไม่บกพร่องหน้าที่ การรับประทานอาหารก็มักจะไม่ต่างจากคนปกติ แต่ถ้ามีอาการของตับแข็งแล้ว  เช่น  มีท้องมานก็จะมีภาวะขาดอาหารร่วมด้วย ดังนั้น อาหารโปรตีนจะใช้ประมาณ 1.5 ถึง 2  กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม 

   ผู้ป่วยอาจจะไม่สามารถบริโภคอาหารที่มีโปรตีนได้สูงถึงขนาดที่ต้องการได้ เนื่องจากการเบื่ออาหาร รับประทานอาหารได้น้อยลง อาหารที่มีเกลือน้อยรสชาติไม่ถูกปาก และในระยะที่เป็นมากผู้ป่วยตับแข็งอาจจะมีภาวะของเสียขึ้นสมองจนตับกรองของเสียไม่ได้ เมื่อรับประทานอาหารโปรตีนสูงเข้าไปจะทำให้เกิดอาการทางสมองมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถทนรับประทานอาหารโปรตีนได้เพียงพอ โดยทั่วไปแล้วมักจะแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารที่มีโปรตีนประมาณ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน และเน้นโปรตีนจากพืช เช่น นมถั่วเหลือง เต้าหู้ ไข่ขาวเสริม โปรตีนจากสัตว์ควรใช้เนื้อปลาเท่านั้น  

 


   ถ้ามีโปรตีนในเลือดต่ำ และไม่สามารถที่จะรับประทานอาหารโปรตีนที่แนะนำได้เพียงพอ จะต้องใช้อาหารโปรตีนเสริมพิเศษสำหรับผู้ป่วยโรคตับเพิ่ม ซึ่งจะทำให้โปรตีนในเลือดเพิ่มขึ้นได้ไกล้เคียงระดับที่ร่างกายต้องการ โดยที่ไม่เกิดอาการทางสมอง ข้อเสียของอาหารเสริมนี้ก็คือ รสชาติที่ไม่อร่อยและมีราคาค่อนข้างแพง 


   ตับ มีหน้าที่สร้างสารอาหาร การเก็บสำรอง และการปล่อยออกมาใช้ ภาวะที่ตับแข็งมากแล้ว การไม่ได้รับประทานอาหารเพียง 1 มื้อ อาจจะเท่ากับคนปกติที่ไม่ได้รับประทานอาหารนานถึง 3 วัน  ดังนั้น มักจะแนะนำผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็ง ให้รับประทานอาหารที่มีจำนวนมื้อมากกว่าคนปกติ โดยทั่วไปแล้วจะแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหาร 4 มื้อ คือ มื้อเช้า มื้อเที่ยง มื้อเย็น และมื้อค่ำ และแนะนำให้รับประทานอาหารว่างในช่วงสายและช่วงบ่าย ซึ่งก็มักจะเป็นการดี เนื่องจากผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งที่มีน้ำในช่องท้องมักมีภาวะท้องอืดทำให้รับประทานอาหารครั้งละมากๆ ไม่ได้ จึงเป็นการดีที่จะรับประทานอาหารจำนวนต่อมื้อให้น้อยลง แต่บ่อยขึ้นเป็นวันละ 4-7 มื้อต่อวัน 

   
   ตับแข็ง จะทำให้การเก็บสำรองของอาหาร ซึ่งอยู่ในตับเป็นแหล่งใหญ่บกพร่อง เปลี่ยนรูปอาหารออกมาใช้งานก็ไม่ดี แต่อัตราการใช้พลังงานในผู้ป่วยตับแข็งก็จะมากกว่าคนปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีโรคแทรกซ้อน เช่น อาเจียนเป็นเลือดสด ท้องมานน้ำ ก็จะยิ่งต้องใช้พลังงานมากขึ้นเป็นสองถึงสามเท่า การอดอาหารของผู้ป่วยตับแข็งจะมีผลต่อร่างกายมาก ฉะนั้น ถ้าต้องงดอาหารเช้าเพื่อตรวจส่องกล้องหรือการตรวจเลือด ควรกินอาหารมื้อเย็นที่มีประโยชน์ให้เต็มที่ และบอกเจ้าหน้าที่ เป็นกรณีพิเศษเสมอ 


3. เกลือแร่ วิตามิน 

   การมีตับแข็ง มักทำให้ขาดพวกวิตามินต่างๆ แต่ควรรับประทานวิตามินเสริมตามคำแนะนำของแพทย์ เพราะการรับประทานวิตามินบางชนิดที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินเอ ถ้ารับประทานมากเกินไปอาจมีผลเสียต่อตับได้ สำหรับผู้ป่วยตับแข็งที่มีภาวะบวมหรือมีน้ำในช่องท้อง ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเค็ม ปลาเค็ม อาหารที่มีผงชูรส อาหารในซองทุกชนิด


4. อาหารที่แสลงต่อโรคตับ 

   ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงมากจนเกินไป หลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดที่อาจปนเปื้อนเชื้อราที่สร้างสารอะฟลาท๊อกซิน (Aflatoxin) ซึ่งก่อให้เกิดมะเร็งมากยิ่งขึ้น อาหารพวกนี้ ได้แก่ ราในถั่วลิสงป่น พริกป่น
 

   ควรระวังการติดเชื้อจากระบบทางเดินอาหาร เนื่องจากเลือดที่ดูดซึมจากลำไส้จะผ่านการกรองเชื้อโรคที่ตับได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอาหารคาวที่ดิบๆ สุกๆ หอยทุกชนิดเพราะจะนำทั้งเชื้อโรคและเชื้อตับอักเสบเอ ทำให้เกิดติดเชื้อในกระแสโลหิตหรือทำให้ตับอักเสบซ้ำซ้อนอันตรายถึงชีวิตได้

   การดื่มน้ำหวาน ไม่มีส่วนช่วยบำรุงตับเลย แต่จะทำให้เกิดเบาหวาน เพราะตับที่แข็งจะไม่สามารถเก็บน้ำตาลที่เกินไปสะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ


5. แอลกอฮอล์ ยา 

   ควรหลีกเลี่ยงการดื่มสุรา หรือของมึนเมาที่มีแอลกอฮอล์ เนื่องจากแอลกอฮอล์สามารถทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ และภาวะตับแข็งทรุดได้ จึงควรหลีกเลี่ยงสารต่างๆ ที่มีแอลกอฮอล์อยู่  นอกจากนี้ผู้ป่วยตับแข็งควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาที่ไม่จำเป็น  ไม่ได้มาตรฐาน เพราะยาหลายชนิดจะถูกทำลายหรือผ่านที่ตับ และยังมียาหลายชนิดมากที่ทำให้ตับอักเสบได้ ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาและสารเคมีที่ไม่จำเป็น 

  ยาแก้ปวดลดไข้พาราเซตตามอล ยังเป็นยาที่มีความปลอดภัยในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็ง  อย่างไรก็ตาม พบว่า ผู้ป่วยที่มีตับอักเสบเรื้อรังหรือมีตับแข็งจะไวต่อการเกิดตับอักเสบจากยาแก้ปวดลดไข้พาราเซตตามอลได้ง่ายกว่าคนปกติ  จึงแนะนำให้รับประทานเพียงครั้งละ 1 เม็ดขนาด 500 มิลลิกรัม และรับประทานซ้ำได้ทุก 4 - 6 ชั่วโมง วันละไม่เกิน 5 เม็ด ไม่ควรติดต่อกันเกิน 3 วัน การเป็นพิษเกิดง่ายเพิ่มมากขึ้นตามสภาพตับที่แข็ง มีการอดอาหาร หรือกินยาหลายชนิด       รวมทั้งดื่มสุราแอลกอฮอล์ร่วมด้วย

  สำหรับการรักษาแพทย์ทางเลือก  เมื่อผ่านการผ่าตัดหรือวิธีการรักษาอื่น ๆ ทางแพทย์แผนปัจจุบันมาแล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีความสบายใจ และมั่นใจมากขึ้น เนื่องจากผลการรักษามักทำให้อาการต่างดีขึ้น เช่น อาการปวด หอบเหนื่อย แม้จะมีความสบายใจมากขึ้น แต่ก็ยังมีความกังวลใจเกี่ยวกับการกลับเป็นใหม่ หรือการกระจายของโรค ดังนั้น จึงมักจะแสวงหาสิ่งอื่นๆ มาเสริมสร้างกำลังใจ เช่น การรักษาทางเลือกสมุนไพร ตลอดจนยาพระ ยาหม้อ ซึ่งหากแพทย์ไม่อนุญาต ก็จะเป็นการสร้างความขัดแย้งต่อจิตใจ ความจริงแล้วท่านควรทราบว่า โรคที่รักษาขณะนี้อยู่ในระยะสงบ การกินยาอื่นๆ อาจไม่มีความจำเป็น แต่หากท่านมีความประสงค์ที่จะรักษาโดยทางอื่นๆ ถ้าไม่มีข้อแทรกซ้อนก็อาจจะทำได้ แต่ข้อสำคัญคือ ให้มาตรวจตามนัดหรือถ้ามีอาการผิดปกติใดๆ ให้รีบกลับมาพบแพทย์ 

   ก่อนจะตัดสินใจที่จะทำควรคุยปรึกษาอย่างเปิดอกกับแพทย์ที่ท่านไว้วางใจ บางวิธีสามารถทำควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบันได้  บางวิธีอาจจะมีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายเป็นพิษต่อตับหรือทำให้เสียเวลาไปโดยไม่มีการรับรองผลที่ตามมา กลับเร่งเวลาให้สั้นขึ้น และเวลาไม่สามารถย้อนคืนได้ 

 

นอกจากนั้นยังมีอีก 5 ปัยจัยที่ต้องพิจารณาและควรปฏิบัติ โปรดติดตามใน ตอนที่ 2 ค่ะ


 

ขอรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ฟรี คลิกที่นี่ หรือโทร 02-6640078

 

 


เข้าชม : 12416   [ ขึ้นบน ]

มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งตับ มะเร็งปอด

การดูแลผู้ป่วย 5 อันดับล่าสุด

55 ตรุษจีนนี้มาล้างผักลดสารพิษปนเปื้อนกันเถอะ
ใกล้เทศกาลตรุษจีนที่ชาวไทยเชื้อสายจีนต่างต้องออกมาจับจ่ายใช้สอยเพื่อไหว้เทพเจ้าและบรรพบุรุษ วันนี้เรามีวิธีล้างผักผลไม้ที่ทำให้คุณได้ทั้งโชคลาภและสุขภาพมาฝากกันคะ [view 885 ]
55 5 วิธี เรียกสติ หนีความเครียด
ความเครียดนอกจากจะเป็นต้นเหตุของการทำลายสุขภาพจิต ยังเป็นสิ่งที่บ่อเกิดโรคกับร่างกายอีกด้วย [view 3408 ]
55 รีเฟรชร่างกายต้อนรับวันใหม่ ตอนที่ 2
นอกจากการออกกำลังกาย การรับประทานผักและผลไม้ก็ช่วยทำให้ร่างกายเราสดชื่นสมบูรณ์แบบ [view 2406 ]
55 รีเฟรชร่างกายต้อนรับวันใหม่ ตอนที่ 1
ร่างกายผ่านช่วงสังสรรค์ยาวก็เหนื่อยล้า เรามาฟื้นฟูร่างกายให้สดใสพร้อมใช้งานดีกว่า [view 2310 ]
55 เดินลดผลข้างเคียงรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก
การเดินเล่น 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ช่วยลดอาการอ่อนแรง ความเครียด ในคนไข้หลังรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก [view 2109 ]

  ลิงค์ที่น่าสนใจ

ครอบครัวเทียนเซียน

-->

มะเร็ง

โภชนบำบัดมะเร็ง
ค้นหา keyword
การฉายรังสี การดูแลผู้ป่วย การฝังแร่ การรักษามะเร็ง กำลังใจจากผู้ป่วย ความรู้โรคมะเร็ง ชี่กง ธรรมะรักษาโรค ผ่าตัด มะเร็ง มะเร็งกระดูก มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งช่องปาก มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งต่อมไทรอยด์ มะเร็งปอด มะเร็งปากมดลูก มะเร็งผิวหนัง มะเร็งรังไข่ มะเร็งลำไส้ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งสมอง มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งเต้านม มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งโพรงจมูก มะเร็งโพรงมดลูก มะเร็งไต ยาน้ำเทียนเซียน รักษามะเร็ง รังสีรักษา สมุนไพรจีน สมุนไพรเพื่อสุขภาพ สุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ อุลตร้าซาวน์ เคมีบำบัด เนื้องอกในสมอง แมมโมแกรม โภชนบำบัดมะเร็ง

 

www.siamca.com ขอสงวนสิทธิ์ ในการนำรูปภาพ หรือ ข้อความในเว็บไซต์ ไปเผยแพร่ หรือ ทำซ้ำ จะต้องได้รับการอนุญาตก่อนจึงจะกระทำได้ 
 
## Thailand Cancer Rehabilitation Club ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยมะเร็ง กิจกรรมสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง รอบรู้เรื่องมะเร็ง อาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง การดูแลผู้ป่วยมะเร็ง การรักษามะเร็งแต่ละชนิด ##

   | Check Mailลิงค์เพื่อนบ้าน