[x]ปิดหน้าต่าง
Powered by www.siamca.com
SiamCA Member Clubs
;ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา เพื่อรับสิทธิพิเศษต่างๆ มากมาย ขอบคุณค่ะ.... [x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by www.siamca.com
[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by www.siamca.com
[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by www.siamca.com
Close
หน้าล็อคอิน
Username : Password :   [สมัครสมาชิก ] | [ ลืมรหัสผ่าน ]


 

บทความรู้โรคมะเร็ง

  [ ดูบทความทั้งหมด ]

  การดูแลหลังรักษามะเร็งตับ ตอนที่ 2

 
  พุธ ที่ 14 เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2555
Tag : การดูแลผู้ป่วย: มะเร็ง: มะเร็งตับ    Bookmark and Share


 การดูแลหลังรักษามะเร็งตับ  ตอนที่ 2 

 
นพ.วิญญู จันทรสุนทรกุล
โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชฯ


 

 
 
จากตอนที่ 1 มีปัจจัยที่ต้องพิจารณาหลังจากรักษามะเร็งตับ ได้แก่ โรคตับอักเสบเรื้อรังหรือโรคตับแข็ง  ปัจจัยด้านอาหาร  เกลือแร่และวิตามิน   อาหารที่แสลงต่อโรคตับ   แอลกอฮอล์และยา ตอนที่ 2 นี้จะแนะนำปัจจัยสำคัญอีก 5 ปัจจัย 
 
6. การฉีดวัคซีน 
     ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ  เป็นไวรัสที่พบได้บ่อยในประเทศไทย โดยปกติแล้วไวรัสเอไม่ทำให้เกิดตับอักเสบที่รุนแรงและมักหายได้เอง อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยที่มีตับอักเสบเรื้อรังหรือมีภาวะตับแข็ง พบว่า ไวรัสเอแทรกจะทำให้เกิดตับอักเสบที่รุนแรงจนเกิดตับวายได้ถึงร้อยละ 30 จึงแนะนำผู้ป่วยที่มีตับแข็งให้ตรวจเลือดดูว่ามีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสเอหรือยัง ถ้ายังไม่มี แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอด้วย 
 
7. ป้องกันการแตกของเส้นเลือดที่โป่งพอง 
     ผู้ป่วยอาจจะมีเส้นเลือดโป่งพองในหลอดอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ตับแข็งร่วมด้วย ควรตรวจส่องกล้องหลอดอาหารและกระเพาะ เพื่อดูว่ามีเส้นเลือดโป่งพองในหลอดอาหารและในกระเพาะอาหารหรือไม่ และถ้าตรวจพบ แพทย์จะแนะนำให้รับประทานยาลดความดันในตับ (Beta-blocker) เช่น propranolol เพื่อป้องกันการแตกของเส้นเลือดที่โป่งพองนั้น และต้องรับการติดตามดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง
ถ้าเคยอาเจียนเป็นเลือดสดแล้วจากการแตกของเส้นเลือด แพทย์จะใช้ยางเส้นเล็กๆ ผ่านทางกล้องที่ส่องตรวจได้ เพื่อดูดรัดเส้นเลือดที่พองให้แฟบลงได้ หรืออาจจะเลือกวิธีฉีดยาเข้าที่เส้นเลือดให้แข็งก็ได้ ในระยะยาว ผู้ป่วยต้องรับประทานยาลดความดันในตับด้วยถ้าไม่มีข้อห้าม อย่างไรก็ตาม การรักษานี้เป็นการรักษาที่ปลายเหตุ ต้องรักษาสาเหตุของตับแข็งด้วย ถ้ารักษาได้ผลการโป่งพองของเส้นเลือดจะค่อยๆ ลดลง เมื่อมาติดตามส่องกล้องตรวจซ้ำ 
 
8. หมั่นรักษาสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ 
     เพื่อลดการใช้พลังงานของร่างกาย ซึ่งเป็นการลดการทำงานของตับ ถ้ามีอาการเหลือง หรือท้องมาน แสดงว่าตับเริ่มทำงานไม่มีประสิทธิภาพแล้ว ควรพักผ่อนให้เต็มที่ แต่ไม่จำเป็นต้องนอนอยู่บนเตียงตลอดเวลา ผู้ป่วยสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ถ้าไม่เหนื่อย โดยการเดินไปเดินมา แต่ระมัดระวังการขึ้นลงบันได แต่ถ้าเหนื่อยแล้วต้องพักผ่อนทันที  ไม่ควรอดนอน
ร่างกายจะเข้าสู่ระยะปกติ หลังผ่าตัดแล้ว 3-6 เดือน หากรักษาโดยการจี้หรือการฉีดยาสวนเส้นเลือด หลังจากรักษา 2-4 สัปดาห์ ก็สามารถมีกิจกรรมได้ ถ้าตับแข็งที่ยังไม่มีอาการก็สามารถออกกำลังกายตามที่ท่านต้องการได้เบาๆ  เช่น เดินช้าๆ แล้วเพิ่มเป็นเดินเร็ว เล่นกีฬาเบาๆ เล่นดนตรี และต้องพักทันทีเมื่อเมื่อเริ่มเหนื่อย
 
9. ควรขับถ่ายอุจจาระเป็นประจำ 
     ระวังอย่าให้ท้องผูก เพราะอุจจาระที่คั่งค้างจะทำให้มีการผลิตของเสียจากเชื้อโรคในลำไส้เพิ่มมากขึ้น ในคนปกติที่ท้องผูกจะไม่มีผล แต่ในคนที่ตับทำงานอยู่ในระดับต่ำ เมื่อของเสียที่จะต้องกำจัดเพิ่มขึ้นก็จะเกินกำลังของตับที่จะกำจัดออกได้  ก็จะออกผลที่สมอง ในระยะแรกที่ตับเริ่มทำงานไม่ไหวแล้วจะมีอาการมึนงง สับสน ซึม หลับมากกลางวัน ตื่นกลางคืน สั่นๆ มือกระตุก โดยเฉพาะถ้ากินอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์มาก หรือกินยานอนหลับ มีอาเจียนเป็นเลือดสด ก็จะมีการเพิ่มปริมาณสารของเสียมากขึ้นจนกดสมองทำให้ซึมหลับ สับสนได้
 
10. สำหรับคนใกล้ชิดและญาติ  
     หากสาเหตุมะเร็งตับมาจากตับอักเสบ คนใกล้ชิดควรมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ไวรัสตับอักเสบติดต่อกันได้อย่างไร และจะป้องกันอย่างไร เมื่อมีความเข้าใจที่ถูกต้องแล้วก็จะปฏิบัติตัวได้ถูก และไม่วิตกกังวลมากเกินไปว่าจะติดโรค เนื่องจากโรคไวรัสตับอักเสบบีและซี ติดต่อโดยทางเลือด ไม่ติดทางการรับประทานอาหารร่วมกัน เพราะเชื้อไวรัสกลุ่มนี้ออกมาทางอุจจาระเพียงระยะสั้นๆ แต่ออกมาในสารน้ำหรือสารคัดหลั่งอื่นๆ ได้ จึงต้องระวังเรื่องบาดแผล การใช้ของมีคมหรือของที่สัมผัสกับเลือดของผู้ป่วย เช่น มีดโกนหนวด กรรไกรตัดเล็บ แปรงสีฟัน เป็นต้น และควรงดการร่วมเพศในระยะที่มีอาการตับอักเสบอยู่ หรือใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งที่สัมผัสกับสิ่งที่อาจมีเชื้อไวรัสปนเปื้อนอยู่ บุคคลในครอบครัวควรตรวจเลือดหาภูมิคุ้มกันและฉีดวัคซินถ้ายังไม่มีภูมิ
 
     เมื่อระยะเวลาของผู้ป่วยเหลือน้อยลงเป็นเดือนหรือเป็นสัปดาห์ แพทย์ผู้ดูแลและญาติจะร่วมกันพิจารณาว่าจะบอกกับผู้ป่วยอย่างไร ควรอย่างยิ่งที่จะดูลักษณะของผู้ป่วย ไม่มีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ใดๆ จะสามารถ ระบุได้ว่าคำตอบหรือคำอธิบายนั้นถูกหรือผิด เมื่อแพทย์บอกออกไป ผู้ป่วยก็อาจจะมีการทรุดลงของร่างกายและจิตใจอย่างรวดเร็วก็เป็นได้ 
 
     ในประเทศไทยเรา ยังไม่มีข้อบังคับให้แพทย์ ต้องบอกการวินิจฉัยให้ผู้ป่วยทราบก่อนการรักษา ทั้งนี้อาจเนื่องจากการศึกษาและขนบธรรมเนียมยังแตกต่างจากต่างประเทศ เคยมีผู้สอบถามผู้ป่วยมะเร็งที่มารับการฉายแสงพบว่า มีประมาณครึ่งหนึ่งที่ไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม ในที่สุดผู้ป่วยก็ควรจะต้องทราบเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้เพื่อการเตรียมการทั้งหลายสำหรับผู้ที่อยู่เบื้องหลัง มีบางกรณีญาติที่ไม่อยากจะถามคำถามเกี่ยวกับระยะเวลา หรือทราบโดยนัย แต่ก็ไม่อยากพูดถึง ผัดผ่อนกันไปเรื่อยๆ คิดว่าหนทางยังอยู่อีกไกลจน
เมื่อผู้ป่วยเสียชีวิตไปโดยยังมีปัญหา ทั้งเรื่องที่ยังไม่ได้ตัดสินใจค้างคา จนเกิดเป็นเรื่องที่ตกลงกันในหมู่ญาติพี่น้องไม่ได้
 
     การทราบระยะเวลามีประโยชน์ทั้งตัวผู้ป่วยและญาติ ทั้งนี้เนื่องจากทำให้มีเวลาที่จะเตรียมตัว จงคิดว่าเป็นโชคดีที่เราพอจะรู้เวลาล่วงหน้า  ชั่วโมงหรือโดยเฉพาะนาทีสุดท้ายนั้นสำคัญที่สุด ที่จะนำผู้ป่วยไปยังที่ที่ต่ำหรือที่สูงในภพหน้า  ซึ่งควรฝึกที่จะระลึกและกำหนดจิต มีสติที่จะเดินทางไปที่ชอบที่ควรก่อนจะเผชิญกับเหตุการณ์จริง ถือเป็นกำไรถ้าเวลานั้นยังมาไม่ถึง
 
     การมีประกาศของสิทธิผู้ป่วยทำให้แพทย์ส่วนหนึ่งต้องอธิบายผู้ป่วยอย่างตรงไปตรงมา พึงระลึกว่าแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันทั้งร่างกาย จิตใจ การสนับสนุนของครอบครัว กำลังใจ แม้ผู้ป่วยจะทราบข้อมูลคร่าวๆ ถึงระยะของโรคและการตอบสนองหลังการรักษาก็ตาม แต่ไม่ได้เป็นตัวที่จะบอกชี้ชัดได้ว่าผู้ป่วยจะเป็นดังนั้นแน่ ๆ ผู้ป่วยอาจจะมีกำลังใจที่กล้าแข็ง  มีการสนับสนุนจากบุคคลที่รักอย่างทุ่มเท มีพื้นฐานของสุขภาพกายและภาวะโภชนาการที่ปฏิบัติมาอย่างดีเยี่ยม สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความแตกต่างกันไปในแต่ละคน และทำให้เผชิญกับวิธีการรักษาต่างๆ ได้ดีกว่าคนอื่นๆ 
 
     การเป็นมะเร็งเป็นเรื่องท้าทายที่มีผลกระทบอย่างใหญ่หลวง กับทั้งตนเองและบุคคลรอบด้านที่รักและเป็นห่วงท่าน ถ้าท่านรู้สึกหนักใจและเป็นทุกข์ สามารถปรึกษากับศูนย์มะเร็งที่มีกลุ่มต่างๆ คอยเป็นเพื่อนให้คำแนะนำที่มีประสบการณ์จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ของท่านได้ 
 


ขอรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ฟรี 
คลิกที่นี่ หรือโทร 02-6640078

เข้าชม : 6415   [ ขึ้นบน ]

มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งตับ มะเร็งปอด

การดูแลผู้ป่วย 5 อันดับล่าสุด

55 5 วิธี เรียกสติ หนีความเครียด
ความเครียดนอกจากจะเป็นต้นเหตุของการทำลายสุขภาพจิต ยังเป็นสิ่งที่บ่อเกิดโรคกับร่างกายอีกด้วย [view 2773 ]
55 รีเฟรชร่างกายต้อนรับวันใหม่ ตอนที่ 2
นอกจากการออกกำลังกาย การรับประทานผักและผลไม้ก็ช่วยทำให้ร่างกายเราสดชื่นสมบูรณ์แบบ [view 1934 ]
55 รีเฟรชร่างกายต้อนรับวันใหม่ ตอนที่ 1
ร่างกายผ่านช่วงสังสรรค์ยาวก็เหนื่อยล้า เรามาฟื้นฟูร่างกายให้สดใสพร้อมใช้งานดีกว่า [view 1817 ]
55 เดินลดผลข้างเคียงรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก
การเดินเล่น 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ช่วยลดอาการอ่อนแรง ความเครียด ในคนไข้หลังรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก [view 1565 ]
55 คำถามที่ควรถามหมอเมื่อเป็นมะเร็ง
อย่ามัวแต่อึ้ง ตกใจ เสียใจ รีบตั้งสติแล้วถามหมอให้ชัดเจนได้ประโยชน์ [view 7037 ]

  ลิงค์ที่น่าสนใจ

ครอบครัวเทียนเซียน

-->

มะเร็ง

โภชนบำบัดมะเร็ง
ค้นหา keyword
การฉายรังสี การดูแลผู้ป่วย การฝังแร่ การรักษามะเร็ง กำลังใจจากผู้ป่วย ความรู้โรคมะเร็ง ชี่กง ธรรมะรักษาโรค ผ่าตัด มะเร็ง มะเร็งกระดูก มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งช่องปาก มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งต่อมไทรอยด์ มะเร็งปอด มะเร็งปากมดลูก มะเร็งผิวหนัง มะเร็งรังไข่ มะเร็งลำไส้ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งสมอง มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งเต้านม มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งโพรงจมูก มะเร็งโพรงมดลูก มะเร็งไต ยาน้ำเทียนเซียน รักษามะเร็ง รังสีรักษา สมุนไพรจีน สมุนไพรเพื่อสุขภาพ สุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ อุลตร้าซาวน์ เคมีบำบัด เนื้องอกในสมอง แมมโมแกรม โภชนบำบัดมะเร็ง

 

www.siamca.com ขอสงวนสิทธิ์ ในการนำรูปภาพ หรือ ข้อความในเว็บไซต์ ไปเผยแพร่ หรือ ทำซ้ำ จะต้องได้รับการอนุญาตก่อนจึงจะกระทำได้ 
 
## Thailand Cancer Rehabilitation Club ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยมะเร็ง กิจกรรมสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง รอบรู้เรื่องมะเร็ง อาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง การดูแลผู้ป่วยมะเร็ง การรักษามะเร็งแต่ละชนิด ##

   | Check Mailลิงค์เพื่อนบ้าน