ทำไมผู้ป่วยมะเร็งน้ำหนักลด

วันที่ 19-10-2026 | อ่าน : 38



ทำไมผู้ป่วยมะเร็งน้ำหนักลด

ทำไมผู้ป่วยมะเร็งน้ำหนักลด? เจาะลึกสาเหตุ กลไกทางชีววิทยา และแนวทางการดูแลอย่างถูกวิธี

ภาวะน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ตั้งใจ เป็นหนึ่งในอาการแสดงที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยโรคมะเร็ง และมักเป็นสัญญาณเตือนแรกๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยเดินทางมาพบแพทย์ หลายครอบครัวต้องเผชิญกับความวิตกกังวลเมื่อเห็นผู้ป่วยมีร่างกายที่ซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด กล้ามเนื้อลีบเล็กลง ใบหน้าตอบ และมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง จนกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน

ในมุมมองทางการแพทย์ การลดลงของน้ำหนักในผู้ป่วยมะเร็งไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเรื่องการกินได้น้อยลงเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการซับซ้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างตัวก้อนเนื้อร้าย ระบบภูมิคุ้มกัน และระบบเผาผลาญพลังงานของร่างกาย การเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริง กลไกการเกิดภาวะนี้ ตลอดจนแนวทางการรับมือด้านโภชนาการและการดูแลอย่างถูกวิธี จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาระดับสมรรถภาพร่างกายและเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการรักษา

ภาวะมักกระผอมจากมะเร็งและการเผาผลาญที่ผิดปกติ

ปัจจัยหลักประการหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งน้ำหนักลดลง แม้ในบางรายจะยังคงรับประทานอาหารได้ในปริมาณเท่าเดิม คือภาวะที่ทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะมักกระผอมจากมะเร็ง (Cancer Cachexia) ซึ่งมีกลไกทางชีววิทยาที่แตกต่างจากการอดอาหารโดยสิ้นเชิง

กระบวนการเกิดภาวะมักกระผอม

  • การหลั่งสารอักเสบ:

เซลล์มะเร็งและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะปล่อยสารสื่อประสาทและสารอักเสบหลายชนิดเข้าสู่กระแสเลือดอย่างต่อเนื่อง

  • การเปลี่ยนสวิตช์ระบบเผาผลาญ:

สารอักเสบเหล่านี้จะไปรบกวนการทำงานของสมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมความหิวและความอิ่ม ทำให้ร่างกายส่งสัญญาณอิ่มตลอดเวลา และกระตุ้นให้อัตราการเผาผลาญพลังงานขณะพักสูงขึ้นอย่างผิดปกติ

  • การสลายมวลกล้ามเนื้อและไขมัน:

ร่างกายผู้ป่วยจะเกิดการสลายโปรตีนในมวลกล้ามเนื้อและสลายเนื้อเยื่อไขมันมาใช้เป็นพลังงานอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการเติมสารอาหารเข้าไป ร่างกายก็ไม่สามารถนำโปรตีนไปสร้างกล้ามเนื้อใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพเนื่องจากภาวะดื้อต่ออินซูลินและการอักเสบเรื้อรัง

สาเหตุจากผลข้างเคียงของการรักษาแผนปัจจุบัน

นอกเหนือจากตัวก้อนเนื้อร้ายเองแล้ว กระบวนการรักษาโรคมะเร็งในรูปแบบต่างๆ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ขัดขวางการได้รับสารอาหารที่เพียงพอของผู้ป่วย

ผลกระทบจากเคมีบำบัด

  • การรับรสและกลิ่นเปลี่ยนแปลง: ยาเคมีบำบัดส่งผลกระทบต่อเซลล์ตุ่มรับรสที่ลิ้น ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าอาหารมีรสขม รสเค็มจัด หรือมีรสคล้ายโลหะ ส่งผลให้ไม่อยากรับประทานอาหาร
  • อาการคลื่นไส้และอาเจียน: เกิดจากการกระตุ้นศูนย์ควบคุมการอาเจียนในสมองและลำไส้ ทำให้ผู้ป่วยปฏิเสธการรับประทานอาหาร
  • เยื่อบุช่องปากอักเสบ: ทำให้เกิดแผลเจ็บในปาก ลำคอ และตลอดทางเดินอาหาร ทำให้การเคี้ยวและการกลืนเป็นไปอย่างยากลำบากและทรมาน

ผลกระทบจากรังสีรักษา

  • บริเวณศีรษะและคอ: ทำให้ต่อมน้ำลายทำงานลดลง เกิดภาวะปากแห้ง คอแห้ง น้ำลายเหนียว กลืนอาหารลำบาก และเกิดการสูญเสียการรับรส
  • บริเวณทรวงอกและช่องท้อง: อาจทำให้เกิดภาวะหลอดอาหารอักเสบ ท้องเสียอย่างรุนแรง การดูดซึมสารอาหารของลำไส้ลดลง และเกิดอาการปวดท้องหลังการรับประทานอาหาร

ผลกระทบจากการผ่าตัด

  • การตัดแต่งอวัยวะในระบบทางเดินอาหาร: เช่น การผ่าตัดกระเพาะอาหาร ตับอ่อน หรือลำไส้ ส่งผลให้ความจุของกระเพาะอาหารลดลง ร่างกายย่อยและดูดซึมไขมันและวิตามินได้น้อยลง เกิดภาวะอาหารผ่านจากกระเพาะลงสู่ลำไส้เล็กเร็วเกินไป จนทำให้เกิดอาการหน้ามืด เวียนศีรษะ และท้องเสีย

ผลกระทบของภาวะน้ำหนักลดและมวลกล้ามเนื้อลดต่อผู้ป่วย

การที่น้ำหนักตัวของผู้ป่วยลดลง โดยเฉพาะการสูญเสียมวลกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง ไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องของความสวยงามหรือรูปร่างภายนอก แต่ส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อกระบวนการรักษาโดยรวม

  • ลดความทนทานต่อการรักษา: ผู้ป่วยที่มีมวลกายเบาและกล้ามเนื้อลีบ จะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดความเป็นพิษจากยาเคมีบำบัด ทำให้ต้องลดขนาดยา หรือหยุดการรักษาชั่วคราว
  • ระบบภูมิคุ้มกันล้มเหลว: โปรตีนในร่างกายเป็นวัตถุดิบสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดขาวและแอนติบอดี เมื่อโปรตีนลดลง ระบบภูมิคุ้มกันจะทำงานแย่ลง ส่งผลให้ผู้ป่วยติดเชื้อได้ง่ายและรุนแรง
  • แผลหายช้าและการฟื้นตัวต่ำ: ร่างกายขาดสารอาหารในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ส่งผลให้แผลผ่าตัดหายช้า และต้องใช้ระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลยาวนานขึ้น
  • เกิดภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง: ผู้ป่วยจะรู้สึกไม่มีแรง แม้จะนอนพักผ่อนเพียงพอแล้วก็ตาม ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต สภาพจิตใจ และความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง

โภชนาการบำบัดสำหรับผู้ป่วยมะเร็งน้ำหนักลด

การจัดการด้านอาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็งต้องเน้นการให้ พลังงานสูง และ โปรตีนสูง เพื่อชะลอการสลายตัวของมวลกล้ามเนื้อ และส่งเสริมการซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกทำลาย

สารอาหารหลักที่ผู้ป่วยต้องการ

  • โปรตีนคุณภาพสูง:

เป็นสารอาหารที่สำคัญที่สุดในการสร้างและรักษามวลกล้ามเนื้อ แหล่งโปรตีนที่ดี ได้แก่ ไข่ขาวซึ่งย่อยง่าย เนื้อปลา เนื้อไก่ไม่ติดหนัง เต้าหู้ ถั่วเหลือง และนมถั่วเหลือง

  • พลังงานจากคาร์โบไฮเดรตและไขมันดี:

เนื่องจากผู้ป่วยมักรับประทานได้น้อย จึงต้องเพิ่มความหนาแน่นของพลังงานในอาหาร ไขมันดี เช่น น้ำมันโอเมก้าจากปลาทะเล น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว อะโวคาโด และถั่วเปลือกแข็ง ช่วยลดกระบวนการอักเสบในร่างกาย คาร์โบไฮเดรตที่ย่อยง่าย เช่น ข้าวขาว ข้าวต้ม ฟักทองนึ่ง และมันเทศ ช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานไปใช้ได้ทันที

  • วิตามินและแร่ธาตุ:

เน้นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ เช่น วิตามินซี วิตามินอี และแร่ธาตุสังกะสี จากผักผลไม้ต้มสุก เพื่อช่วยฟื้นฟูเนื้อเยื่อและส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน

แนวทางปฏิบัติและเทคนิคการดูแลเรื่องการกินในชีวิตประจำวัน

เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารเพียงพอ แม้ในยามที่มีอาการเบื่ออาหารหรือมีผลข้างเคียงจากการรักษา ควรใช้เทคนิคปฏิบัติดังต่อไปนี้

เทคนิคการปรับมื้ออาหาร

  • แบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็กๆ: เปลี่ยนจากการรับประทานมื้อใหญ่ เป็นมื้อเล็กๆ กระจายตลอดทั้งวัน
  • ฉวยโอกาสในมื้อที่กินได้ดี: ผู้ป่วยมะเร็งมักมีความอยากอาหารมากที่สุดในมื้อเช้า ควรจัดอาหารที่มีโปรตีนและพลังงานสูงในมื้อนี้
  • ไม่อัดน้ำก่อนหรือระหว่างมื้ออาหาร: การดื่มน้ำมากเกินไปทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอิ่มแน่นท้อง ควรดื่มน้ำหลังอาหารเล็กน้อย
  • ทำอาหารให้น่ารับประทาน: ตกแต่งหน้าตาอาหาร จัดจานให้สดใส และหลีกเลี่ยงการจัดบรรยากาศที่กดดันผู้ป่วยให้ต้องรับประทาน

การแก้ไขปัญหาตามอาการข้างเคียง

  • กรณีเบื่ออาหารและไม่อยากกิน:

ให้กินอาหารที่ผู้ป่วยชอบโดยไม่ต้องเคร่งครัดเรื่องประเภทมากเกินไปในช่วงแรก เพิ่มความหนาแน่นของสารอาหาร เช่น ผสมไข่ขาวหรือผงโปรตีนลงในซุปหรือน้ำแกง และอาจเสริมอาหารทางการแพทย์สูตรครบถ้วนระหว่างมื้อ

  • กรณีมีแผลในปากหรือเจ็บคอ:

เสิร์ฟอาหารนุ่ม ปล่อยให้เย็นลง ไม่ร้อนจัด เลี่ยงอาหารรสจัด เค็มจัด กรดสูง เช่น ส้ม มะนาว และอาหารแข็งกรอบ ใช้หลอดดูดเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้อาหารสัมผัสแผลในปากโดยตรง

  • กรณีปากแห้งหรือน้ำลายเหนียว:

จิบน้ำบ่อยๆ หรืออมน้ำแข็งก้อนเล็กๆ เลือกอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ เช่น ข้าวต้ม ต้มจืด ซุปครีม ราดน้ำเกรวี่หรือน้ำซอสบนอาหารเพื่อช่วยให้กลืนง่ายขึ้น

  • กรณีคลื่นไส้หรืออาเจียน:

จิบน้ำขิงอุ่นๆ เพื่อบรรเทาอาการคลื่นไส้ รับประทานอาหารแห้งๆ เช่น ขนมปังกรอบหรือแครกเกอร์ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นแรง อาหารมัน ของทอด และอาหารเลี่ยน

  • กรณีท้องเสีย:

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไฟเบอร์สูง อาหารนม และอาหารไขมันสูง ดื่มน้ำชดเชยสารน้ำและเกลือแร่ เช่น น้ำเกลือแร่หรือน้ำซุปสกัด เน้นอาหารย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม และกล้วยน้ำว้าสุก

การฟื้นฟูกายภาพ สภาพจิตใจ และปรับพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ การแก้ไขภาวะน้ำหนักลดไม่ได้จบลงที่การจัดอาหารเท่านั้น แต่ต้องอาศัยการดูแลองค์รวมของร่างกายและจิตใจควบคู่กันไป

การออกกำลังกายเบาๆ เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อ

  • การออกกำลังกายแบบแรงต้านเบาๆ: เช่น การยกเวทน้ำหนักเบา การใช้ยางยืด หรือการลุกนั่งจากเก้าอี้ ช่วยส่งสัญญาณให้ร่างกายรักษามวลกล้ามเนื้อและลดการสลายตัวของโปรตีน
  • การออกกำลังกายแบบแอโรบิกเบาๆ: เช่น การเดินรอบบ้าน ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต เพิ่มความอยากอาหาร และลดภาวะซึมเศร้า
  • ข้อควรระวัง: ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนเริ่มออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หนักเกินไปในวันที่ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลียมาก หรือมีระดับเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดต่ำ

การดูแลภาวะจิตใจและอารมณ์

  • ลดความเครียดและความวิตกกังวล: ความเครียดสะสมกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดซึ่งเร่งการสลายมวลกล้ามเนื้อ การทำสมาธิ ฟังเพลงสบายๆ หรือการทำกิจกรรมที่ชื่นชอบจะช่วยลดฮอร์โมนความเครียดได้
  • สร้างบรรยากาศการรับประทานอาหารที่เป็นมิตร: การร่วมรับประทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตาในครอบครัว โดยไม่พูดคุยเรื่องอาการป่วยหรือบังคับให้กิน จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลายและรับประทานได้มากขึ้น

การติดตามและประเมินผลอย่างใกล้ชิด

  • ติดตามแนวโน้มของน้ำหนักตัว: ควรชั่งน้ำหนักสัปดาห์ละครั้งหรือสองครั้ง ในเวลาเดียวกันของวัน เช่น หลังตื่นนอนตอนเช้าหลังขับถ่าย
  • สังเกตสัญญาณเตือนที่ต้องพบแพทย์: หากผู้ป่วยมีน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง หรือไม่สามารถรับประทานอาหารและน้ำได้เลย มีอาการท้องเสียรุนแรง หรือมีภาวะขาดน้ำ ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลทันทีเพื่อพิจารณาการให้สารอาหารทางสายยางหรือทางหลอดเลือดดำ

ภาวะน้ำหนักลดในผู้ป่วยมะเร็งเป็นกระบวนการซับซ้อนที่เกิดจากทั้งตัวโรคเองและผลข้างเคียงจากการรักษา การดูแลผู้ป่วยจึงต้องอาศัยความเข้าใจ ความอดทน และการวางแผนอย่างเป็นระบบ การเน้นย้ำโภชนาการบำบัดที่ให้พลังงานและโปรตีนสูง การปรับเปลี่ยนรูปแบบอาหารให้เหมาะสมกับผลข้างเคียง การออกกำลังกายเบาๆ เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ ตลอดจนการสนับสนุนทางจิตใจอย่างใกล้ชิดจากครอบครัว จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถรักษาน้ำหนักตัว เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง และมีความพร้อมในการฟื้นฟูร่างกายเพื่อก้าวผ่านกระบวนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

 

เอ็กซ์แทร็คท์ พลัส สมุนไพรตามองค์ความรู้แพทย์แผนจีนที่มีมานานกว่า 30 ปี ผลิตและพัฒนาโดย Te Li Composite Biotechnology and Pharmaceutical Co. LTD ไต้หวัน โดยโรงงานมีความเชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและมีประสบการณ์กว่า 60 ปี อีกทั้งยังได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย สอบถามได้ที่  LINE : @tianxian

 

หากมีปัญหาสุขภาพผู้ป่วยมะเร็ง เราคืออีกหนึ่งทางออก ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตปกติได้อีกครั้ง ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ โปรดคลิก inbox Facebook ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็ง

ความรู้มะเร็ง
การดูแลผู้ป่วย
การรักษามะเร็ง

ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็งแห่งประเทศไทย 213/5 อาคารอโศกทาวเวอร์ ชั้น 6 ถ.สุขุมวิท 21(อโศก) แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 1011

Copyright © 2021 www.siamca.com ขอสงวนสิทธิ์ ในการนำรูปภาพ หรือ ข้อความในเว็บไซต์ ไปเผยแพร่ หรือ ทำซ้ำ จะต้องได้รับการอนุญาตก่อนจึงจะกระทำได้